เศรษฐกิจทฤษฎีใหม่

ทฤษฎีใหม่
เหตุที่เรียกว่า "ทฤษฎีใหม่"
ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น
ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม
ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่
ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับน้ำเพื่อการเกษตรตามแนวพระราชดำร

ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับน้ำเพื่อการเกษตรตามแนวพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงทุ่มเทความเหนื่อยยากและสติปัญญาเข้าแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ อันยาวนานกว่า 40 ปี โดยมิทรงย่อท้อแม้แต่น้อย และท่ามกลางปัญหาอันสลับซับซ้อนนี้พระองค์ทรงใช้วิธีธรรมชาติ เป็นการใช้หลักการหรือทฤษฎีปฏิบัติอย่างง่ายเข้าแก้ไขสิ่งยาก เพราะทุกหนทางแก้ไขนั้น จะต้องเป็นหนทางที่ชาวบ้านทำได้ ในการแก้ปัญหาน้ำเพื่อการเกษตร ทรงใช้พื้นที่ของมูลนิธิส่วนพระองค์นั้นแสนง่าย แต่ลึกซึ้ง เพราะเป็นหนทางธรรมชาติ ในแง่สภาพแวดล้อมของเกษตรกรหากจะพิจารณาอันดับแรกมีพระราชดำริว่า "ธรรมชาตินั้นได้ปรับตัวเองให้เป็นลักษณะ หนอง คลอง บึงเพื่อเก็บกักน้ำยามหลากในหน้าฝน ซึ่งทำให้มีน้ำใช้ในยามแล้ง แต่มนุษย์กลับละเลยไม่ดูแลสมบัติธรรมชาติอันล้ำค่านี้ และนอกจากไม่ดูแลแล้วมนุษย์ยังมีความโลภ ที่ทำลายโครงสร้างธรรมชาตินี้ด้วย หนอง คลอง บึง จึงอยู่ในสภาพตื้นเขินจนใช้การ ไม่ได้หลายส่วนถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรมผลสุดท้ายความทุกข์ยากก็เกิดขึ้นยามน้ำหลากก็ไหลบ่าเพราะไม่มีหนอง คลอง บึง คอยรองรับเพื่อผ่อนคลายความรุนแรง และพอพ้นหน้าแล้งก็เกิดภาวะแห้งแล้งไม่มีปริมาณน้ำเก็บกักไว้ใช้ " ฉะนั้นจึงมีพระบรมราโชวาทให้ทำการบูรณะฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ อีกแห่งหนึ่งในพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะน้ำฝนชาวบ้านได้รับความทุกข์ยาก ที่เขาวงจังหวัดกาฬสินธุ์ พระองค์ได้ประสบ พบว่าชาวบ้านต้องเอาของแหลมๆ ทิ่มลงในดินอันแห้งแกร่ง เพื่อหยอดเมล็ดข้าวซึ่งเติบโตขึ้นมาอย่างยากเย็นและแสนเข็ญเพราะต้อง อาศัยน้ำค้างอันน้อยนิดมาหล่อชีวิตผลผลิตได้ข้าวเมล็ดลีบเพียง 2-3 ถังต่อไร่ เพียงพอที่จะใช้ยาไส้เลี้ยงชีวิตชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น พระองค์จึงทรงมีแนวพระราชดำริให้ใช้ " ทฤษฎีใหม่ " ซึ่งทดลองทดสอบดูแล้วที่โครงการส่วนพระองค์ในมูลนิธิชัยพัฒนา ณ วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี ในพื้นที่การเกษตรที่ถือครองโดยชาวบ้านโดยเฉลี่ยประมาณ10-15 ไร่ รับสั่งให้ขุดสระน้ำประมาณ30% ของพื้นที่ ให้มีความลึกเพียงพอที่จะบรรจุน้ำไว้ประมาณ10,000 ลูกบาศก์เมตร ยามหน้าฝนน้ำจะขังเต็มสระ การเพาะปลูกข้าวหรือพันธุ์อย่างอื่นก็ดำเนินไปตามปกติของเกษตร น้ำฝน แต่เมื่อภาวะฝนทิ้งช่วงหรือตอนหน้าแล้งก็สามารถใช้น้ำในสระมาช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้ และนอกจากส่วนหนึ่งทำนาแล้วยังอาจแบ่งพื้นที่อีกส่วนปลูกพืชหรือไม้ยืนต้นและเพื่อเพิ่มรายได้ขึ้นอีกและยังสร้างร่มเงา ความชุ่มชื้นให้กับบริเวณนั้นด้วย สระน้ำเลี้ยงปลาได้อีกขนาดสระ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ระยะช่วงไม่กี่เดือนจะได้ปลาประมาณ 1,000 กิโลกรัม หากขายกิโลกรัมละ 15-20 บาท จะมีรายได้ถึง 15,000-20,000 บาท หากเป็นกรณีต้องจ้างขุดสระน้ำรายได้ส่วนนี้จะชดเชยค่าลงทุนทำ ให้ได้คืนในระยะเวลาเพียงปีครึ่งถึงสองปี นี่เพียงแต่ปลาในบ่อน้ำเท่านั้น ยังไม่นับผลิตผลข้าวและพืชพันธุ์อื่นๆหากจะปลูกข้าวสัก 5 ไร่ ปริมาณข้าวเมื่อมีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอผลผลิตที่จะไม่ใช่ 3-4 ถังต่อไร่ ตามที่เคยได้หากขึ้นถัง 30-40 ถังต่อไร่ คือเพิ่มอีก 10 เท่าตัว พื้นที่ที่เหลืออาจจะทำไร่สวนผสมไม้ผลหรือผักต่างๆ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นตลอดทั้งปีอีก 10% ของพื้นที่อาจจะใช้ประโยชน์ในการสร้างเรือนถนนหนทางภายในแปลง ฉะนั้นสูตร 30-10-30-30 โดยคร่าวๆ คือ 30% ขุดสระ 10% สร้างบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวก 30-30 สำหรับพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งอาจจะปรับสัดส่วนไปตามประเภทของพืชและสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ
" ทฤษฎีใหม่ " ที่พระราชทานนี้ จึงเป็นความสมหวังอันสดใสของเกษตรกรได้ เพราะทดสอบแล้วได้แล้วเป็นที่น่าพอใจ แนวพระราชดำริข้างต้นยังได้ทรงพัฒนาก้าวหน้าไปอีก โดยเริ่มจากหลักการด้านชลประทานทางวิชาการ ซึ่งหากสร้างเขื่อนความจุประมาณ800,000-1,000,000 ลูกบาศก์เมตร จะส่งน้ำเลี้ยงพื้นที่ได้ 500 ไร่ พระองค์ทรงรับสั่งว่างอ่างขนาดนี้ตามทฤษฎีใหม่ของพระองค์จะเลี้ยงพื้นที่ได้ถึง 3,000 ไร่ คือ 6 เท่า จากแนวความคิดชลประทานดั้งเดิม พวกเราคงจะแปลกใจที่เห็นตัวเลขอย่างนี้แต่หากเมื่อพินิจพิเคราะห์ตามพระราชกระแสแล้ว จะเห็นว่า " ทฤษฎีใหม่ " ของพระองค์ทำได้จริงๆ กล่าวคือ พื้นที่ 3,000 ไร่ หากชาวบ้านถือครองโดยเฉลี่ย 10 ไร่ ก็จะมีพื้นที่ 200 แปลง แต่ละแปลงขุดสระน้ำประมาณ 30% ของแปลงให้มีน้ำประมาณ 10,000 ลูกบาศก์หากขุดทุกแปลงเราจะมีสระน้ำ 200 แห่งรวมปริมาณน้ำในพื้นที่ทั้งหมดถึง 2,000,000ลูกบาศก์เมตร เพราะเวลาน้ำหลาก หน้าฝน น้ำจะขังตามสระต่างๆ แม้ในอ่าง 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร ในหน้าน้ำเมื่อน้ำล้นก็จะปล่อยไปโดยเปล่าประโยชน์แต่หากใช้ทฤษฎีนี้อ่างเก็บน้ำ 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร แทนที่จะปล่อยเข้าแปลงตามวิธีการดั้งเดิม ก็กลายเป็นแหล่งน้ำที่คอยเติมน้ำในสระยามที่พร่องไปเท่านั้นเองเปรียบเสมือนมีแท้งค์ใหญ่อยู่ 1 แท้งค์และมีตุ่มน้ำอยู่ 200 ใบ ยามหน้าฝนจะเต็มทั้งแท้งค์ทั้งตุ่ม แทนที่จะเต็มเพียงแท้งค์เดียว เมื่อใช้น้ำตุ่มพร่องไปก็ขอแท้งค์ใหญ่มาเติมน้ำก็จะมีน้ำหล่อเลี้ยงประกอบการเกษตรได้ตลอดปี ีฉะนั้นทั้งบริเวณพื้นที่จะมีน้ำถึง 3,000,000 ลูกบาศก์เมตร แทนที่จะมีเพียง 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร ตามวิธีการเดิม พระราชดำริอันน่าประทับใจนี้ จะเห็นว่าอีกครั้งหนึ่งที่ทรงใช้ความง่ายสยบความยากทรงให้ความหวังและทางออกกับเกษตรกร และทรงรักษาบาดแผลและความทุกข์ยากของชาติบ้านเมืองดังเช่นที่พระองค์ได้ปฏิบัติมาตลอดเวลาครองราชย์
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หลักการสำคัญของ " ทฤษฎีใหม่ " หลังผลการทดลองดำเนินงาน ที่วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี สามารถใช้วิธีธรรมชาติเข้าแก้ไขธรรมชาติได้จริงดังพระราชดำริว่า " ธรรมชาตินั้น ได้ปรับตัวสร้างความสมดุลระหว่างธรรมชาติและวิถีชีวิตของมนุษย์อยู่แล้ว "

 

" … ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบและทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่มีความความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ … ฉะนั้นถ้าทุกท่านซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความคิดและมีอิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความคิดเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล"
พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา 23 ธันวาคม 2542

 

ที่มา กรมส่งเสริมการเกษตร